วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ธรรมชาติของภาษาและพลังของภาษา


ใบความรู้ เรื่องธรรมชาติของภาษาและพลังของภาษา

ความหมายของภาษา
คำว่า "ภาษา" อาจแบ่งความหมายได้ ๒ ประเภท คือ
"ภาษาในความหมายกว้าง" หมายถึง ภาษาที่ใช้คำพูด (วัจนภาษา) และภาษาที่ไม่ใช่คำพูด (อวัจนภาษา) ทั้งนี้ภาษาในความหมายนี้  อาจนับรวมไปถึงภาษาของสัตว์ด้วย  แต่เรื่องภาษาของสัตว์นี้ยังมีข้อมูลไม่มากนัก  จึงไม่ค่อยมีใครนำมากล่าวรวมกับภาษาของมนุษย์
" ภาษาในความหมายแคบ" หมายถึง ภาษาที่ใช้คำพูด จะเป็นคำพูดหรือลายลักษณ์อักษรซึ่งเป็นความหมายใช้แทนคำพูดก็ได้
คำว่า "ภาษา" เป็นรากศัพท์ภาษาสันสกฤต แปลว่า คำพูด ส่วนอีกความหมายหนึ่งเป็นความหมายทั่วไป เช่น ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน เป็นต้น
ดังนั้นความหมายของภาษาที่จะต้องเขียนเพื่อการสื่อสารในชีวิตประจำวันก็คือ ความหมายประการหลัง ซึ่งหมายถึงถ้อยคำที่มนุษย์ใช้สื่อความเข้าใจกันนั้นเอง  นักภาษาเรียกความหมายของภาษาในแง่นี้ว่า "ความหมายแคบ" เพราะว่า จำกัดอยู่เพียงคำพูดของมนุษย์ เท่านั้น อย่างไรก็ดีเมื่อมนุษย์พัฒนาขึ้น ก็มีวิธีการถ่ายทอดเสียงพูดเป็นสิ่งอื่นในการสื่อสาร สิ่งที่ใช้ในการสื่อสารก็คือ "ตัวอักษร"  เช่นเดียวกับที่เราถ่ายทอดเสียงภาษาไทยเป็นตัวอักษรไทย

ประเภทของภาษาที่ใช้ในการสื่อสาร
การสื่อสารของมนุษย์ที่อยู่ร่วมกันในสังคม อาจสื่อสารกันได้หลายทาง ตั้งแต่การพูดให้ฟัง การเขียนให้อ่าน การส่งผ่านสื่อเทคโนโลยี ฯลฯ อันเป็นการส่งเสริมการใช้ภาษาถ้อยคำ ถ่ายทอดจากผู้ส่งสารไปยังผู้รับสาร  การตีความจากการใช้ถ้อยคำเพียงอย่างเดียวอาจไม่ชัดเจนและตรงตามวัตถุประสงค์ของผู้ส่งสาร จึงต้องอาศัยการพิจารณาน้ำเสียง บุคลิก แววตา ท่าทาง และสิ่งแวดล้อมประกอบด้วย
  ภาษามนุษย์จึงแบ่งได้เป็น ๒ ประเภทคือ
. วัจนภาษา คือ ภาษาถ้อยคำ
. อวัจนภาษา คือ ภาษาที่ไม่ใช้ถ้อยคำ
๑.ลักษณะและรูปแบบของอวัจนภาษา ลักษณะและรูปแบบ ของอวัจนภาษาที่สำคัญดังนี้
๑.๑  การแสดงออกทางออกหน้า  การแสดงออกทางหน้า สามารถบอกเจตนาได่ เช่น ยิ้มแย้มแจ่มใส บอกเจตนา เต็มใจ พอใจ ยั่วล้อ บอกเจตนา ที่เล่นทีจริง เป็นต้น
๑.๒ น้ำเสียง  น้ำเสียง สามารถบอกอารมณ์ ความรู้สึกของผู้ส่งสาร สังเกตได้จาก เช่น ความดังของเสียง ความสูงต่ำของเสียง ความสั้นยาวของเสียง

๑.๓ ท่าทาง  ท่าทางในขณะส่งสาร ได้แก่ ท่านั่ง ท่ายืน และการทรงตัว มีผลต่อการส่งสาร เช่น ท่าทางสุภาพ ได้แก่ท่านั่งหรือยืนอย่างสุภาพ แสดงความนอบน้อม ท่าทางไม่สุภาพ ได้แก่ ท่ายืนทำตัวตามสบาย เอามือล้วงกระเป๋า หรือท่านั่งไขว่ห้างต่อหน้าผู้อาวุโส ฯลฯ
๑.๔  การแต่งกาย  การแต่งกาย ควรแต่งกายเหมาะสมกับกาลเทศะและสุภาพแวดล้อม
๑.๕ การเคลื่อนไหว  ในขณะพูดต้องเคลื่อนไหวบ้างพอเหมาะกับเนื้อหาที่พูด แต่ไม่มากเกินไป
๑.๖  การใช้มือและแขน  ขณะพูดควรใช้มือหรือแขนให้สอดคล้องกับเรื่องที่พูด
๑.๗  การใช้นัยน์ตา
การใช้นัยน์ตาหรือแววตาสามารถสื่ออารมณ์ของผู้พูดได้ เช่น แปลกใจ สงสัย มั่นใจ ลังเล สะใจ สมใจ ฯลฯ
๑.๘  การใช้ภาษาสัญลักษณ์ต่างๆ  สัญลักษณ์ที่กำหนดขึ้นโดยสังคมกลุ่มต่างๆ หรือภาษาสากล ล้วนใช้สื่อความหมายแทนสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เข้าใจตรงกัน เช่น ตัวหนังสือ สัญญาณมือ
อวัจนภาษาเหล่านี้ สามารถนำไปใช้ประกอบกับการใช้วัจนภาษาเพื่อให้การสื่อสารมีสัมฤทธิผลยิ่งขึ้น เช่น ขณะพูด เราอาจใช้มือทำท่างทางประกอบ ใช้สีหน้า หรือสัญลักษณ์ต่างๆ ประกอบด้วย

๒.ลักษณะและรูปแบบของวัจนภาษา ภาษาไทยมีถ้อยคำที่แสดงความลดหลั่นชั้นเชิงของภาษาอยู่มากมาย ทั้งถ่ายคำ สำนวน โวหาร การเลือกสรรถ้อยคำจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในการสื่อสาร การใช้วัจนภาษาให้เหมาะกับกาลเทศะและบุคคลจึงเป็นเรื่องควรศึกษา ข้อสังเกตของการใช้วัจนภาษา คือ
๑.คำที่มีความหมายเหมือนกัน มีที่ใช้ต่างกัน การใช้คำเหล่านี้ต้องคำนึงถึง โอกาส สถานที่ และสัมพันธภาพระหว่างบุคคล เช่น กิน ถ้าเป็นพระภิกษุ ใช้ ฉัน ถ้าเป็นคนธรรมดาภาษาสุภาพ ใช้ รับประทาน ถ้าเป็นพระบรมวงศานุวงศ์ ใช้ เสวย
๒.คำที่พูดเป็นภาษาพูด เมื่อนำคำที่พูดที่เป็นภาษาพูดมาเขียนเป็นภาษาเขียน จะเขียนไม่ตรงกับเสียงพูด เช่น ภาษาพูด "เค้าเอาของชั้นไปแล้วไม่คืนได้ไง" ภาษาเขียน "เขาเอาของฉันไปแล้วไม่คืนได้อย่างไร"
๓.คำที่เป็นภาษาปาก ไม่นิยมนำมาเป็นภาษาเขียน เช่น ภาษาปาก "เยอะแยะ ใบขับขี่ มหาลัย" ภาษาเขียน "มากมาย ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ มหาวิทยาลัย"
๔.การใช้สำนวน เป็นลักษณะเด่นของการสื่อสาร เพื่อเปรียบเทียบให้ผู้ฟังเข้าใจได้ทันที สำนวนเหล่านี้จะมีความหมายไม่ตรงตัวกับคำที่เขียน
๕.การใช้คำศัพท์เฉพาะในแวดวงเดียวกัน และการใช้สำนวนคำผวน อาจทำให้คนนอกกลุ่มฟังไม่เข้าใจ
๖.การใช้ภาษาถิ่น เป็นการใช้ภาษาที่ใช้กันเฉพาะหมู่ และนิยมใช้เป็นภาษาพูด
๗.การใช้คำคะนอง และสแลงเฉพาะสมัย เป็นการใช้คำสื่อสารเพียงชั่วคราว ไม่เหมาะที่จะนำไปใช้ในการสนทนาหรือการเขียน
ลักษณะทั่วไปของภาษา
๑.ภาษาที่ใช้เสียงสื่อความหมาย  คนแต่ละชาติ แต่ละกลุ่ม มักกำหนดเสียงที่มช้พูดจากันขึ้น และต่างกำหนดกันเฉพาะกลุ่มของตนว่า จะให้เสียงใดมีความหมาย อย่างได เมื่อใด ด้วยเหตนี้ เสียงในแต่ละภาษาจึงต่างกัน การที่กำหนดเสียงและความ หมายใช้ในภาษาเป็นจำนวนมาก ทำให้เสียงที่ใช้ในภาษามีความสัมพันธ์กับความหมายโดยธรรมชาติได้ยาก ดังนั้น ถ้าพูดว่า "เสียงสัมพันธ์กับความหมายโดยธรรมชาติ" ก็ควรจะหมายถึง เสียงที่บอกความหมายได้ แม้มิได้นัดหมายกันไว้ก่อน คำหรือเสียงที่จะถือว่ามีความสัมพันธ์กับธรรมชาติ น่าจะเป็นคำจำพวกที่เกิดจากการเลียนเสียงธรรมชาติ
๒.หน่วยในภาษาประกอบกันเป็นหน่วยที่ใหญ่ขึ้น  คำว่าหน่วยในภาษา หมายถึง ส่วนประกอบของภาษา หน่วยที่เล็กที่สุดของภาษา คือ หน่วยเสียง หากเรานำหน่วยเสียงมาประกอบกันจะได้หน่วยที่ใหญ่ขึ้น คือ พยางค์ เมื่อกำหนกความหมายให้พยางค์แล้ว พยางค์เหล่านั้นก็จะเป็น คำ สำหรับใช้ในภาษา และเมื่อนำคำมาประกอบกันเข้นก็จะได้หน่วยภาษาที่ใหญ่ขึ้นเป็น กลุ่มคำ หรือ วลี ถ้านำคำมาเรียงลำดับกันและได้ความหมานครบถ้วนก็เป็น ประโยค
๓.ภาษามีการเปลี่ยนแปลง  ภาษาที่ไม่มีการนำมาใช้ในชีวิตประจำวันแล้ว เรียกว่า ภาษาตาย ภาษาที่ตายแล้วจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอีก ส่วนภาษาที่ยังใช้อยู่ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงบางคำอาจเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย บางคำอาจเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
การเปลี่ยนแปลงอันเกิดจากธรรมชาติของการออกเสียง เป็นลักษณะทางเสียงที่เกิดเหมือนๆ กันทุกภาษา เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ทั้งนี้อาจคงความหมายอาจคงเดิม หรือความหมายอาจต่างไปจากเดิมก็ได้ 
การเปลี่ยนแปลงอันเกิดจากอิทธิพลภายนอก อาจเกิดจาก
- การยืมคำ หรือ ลักษณะการใช้ถ้อยคำ แล้วมิได้ดัดแปลงให้เป็นลักษณะของตนโดยสิ้นเชิง จึงเกิดอิทธิพลทำให้ภาษาของตนเปลี่ยนแปลงไป
- การเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม เช่น การเลิกสิ่งเก่า รับสิ่งใหม่ การรับความคิดหรือกระบวนการใหม่ๆ สร้างสิ่งใหม่ๆ เช่น ข้าวของเครื่องใช้ ก็อาจทำให้เกดิความเปลี่ยนแปลงขึ้นในภาษา เพราะต้องสรรคำมาใช้เรียกสิ่งใหม่ๆ เช่น คอมพิวเตอร์
- การเปลี่ยนแปลงอีกประกาหนึ่ง คือ การสร้างคำใหม่จากคำเดิม ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงจากศัพท์เดิม หรือนำศัพท์อื่นมาประสมกับศัพท์เดิม
๔.ภาษาต่างๆ มีลักษณะที่ต่างและคล้ายกัน ดังนี้
- ภาษาแต่ละภาษาใช้เสียงสื่อความหมาย
- ภาษาแต่ละภาษาสามารถสร้างศัพท์ใหม่จากศัพท์เดิม
- ภาษาแต่ละภาษามีสำนวน และมีการใช้ในความหมายใหม่
- ภาษาแต่ละภาษามีคำชนิดต่างๆ คล้ายกัน
- ภาษาแต่ละภาษามีวิธีขยายประโยคให้ยาวออกไปได้เรื่อยๆ
- ภาษาแต่ละภาษามีวิธีแสดงคึวามคิดคล้ายกันได้
- ภาษาแต่ละภาษาต้องมีการเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา
๕.ภาษาย่อมมีส่วนประกอบที่เป็นระบบ มีระเบียบแบบแผน  จึงจะสามารถสื่อสารกันให้เข้าใจได้ ส่วนประกอบที่สำคัญ คือ สัญลัษณ์ คำ ประโยค แงะความหมาย ทุกส่วนประกอบเหล่านี้ จะรวมกันอย่างเป็นระบบ ตามระเบียบแบบแผน ทำให้เกิดเป็นภาษาที่สมบูรณ์

พลังของภาษา
ภาษาช่วยให้มนุษย์รู้จักคิดโดยแสดงออกผ่านทางการพูด  การเขียน และการกระทำ  ซึ่งเป็นผลจากการคิด  ถ้าไม่มีภาษามนุษย์จะคิดไม่ได้  ถ้ามนุษย์มีภาษาน้อย มีคำศัพท์น้อยความคิดของมนุษย์ย่อมแคบไม่กว้างไกล  ผู้ที่ใช้ภาษาได้ดีจะมีความคิดดีด้วย  ส่งผลให้การเรียนรู้ในสิ่งต่างๆดีขึ้นตามไปด้วย  ผู้ที่ใช้ภาษาได้ดีจะมีความคิดดีด้วย  เมื่ออ่านแล้วสามารถจับใจความและสรุปความได้  ย่อมส่งผลให้อ่านสาระวิชาความรู้ในแขนงต่างๆได้อย่างเข้าใจ  ดังนั้นผู้ที่จะเรียนวิชาใดๆให้ได้ดี  ควรจะมีทักษะทางภาษาไทยอย่างดีเสียก่อน  เพื่อเป็นพื้นฐานในการพัฒนาทักษะเพื่อแสวงหาความรู้ต่อไป
นอกจากนี้มนุษย์ยังใช้ความคิดและถ่ายทอดความคิดเป็นภาษา  ซึ่งส่งผลไปสู่การกระทำผลของการกระทำส่งผลไปสู่ความคิด  ความคิดที่ดีย่อมช่วยกันธำรงสังคมให้มนุษย์อยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุข  มีไมตรีต่อกัน  ช่วยเหลือกันด้วยการใช้ภาษาติดต่อสื่อสาร ช่วยให้คนปฏิบัติตนตามเกณฑ์ของสังคม  เช่น  การเจรจาเจริญสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศหรือการติดต่อค้าขาย  ล้วนมีภาษาเป็นสื่อกลางทั้งสิ้น
ภาษาช่วยให้มนุษย์เกิดการพัฒนา  โดยใช้ภาษาในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น  การอภิปรายโต้แย้งเพื่อนไปสู่ผลสรุป  มนุษย์ใช้ภาษาในการเรียนรู้  จดบันทึกความรู้  แสวงหาความรู้ และช่วยจรรโลงใจด้วยการอ่านบทกลอน  ร้องเพลง  ภาษาจึงมีพลังในตนเอง  เพราะภาษาประกอบด้วยเสียงและความหมาย  การใช้ภาษา ถ้อยคำ  จึงทำให้เกิดความรู้สึกต่อผู้รับสาร  เช่นเกิดความชื่นชอบ  ความรัก  ความรู้สึกอคติ  เหล่านี้ล้วนเกิดจากพลังของภาษาทั้งสิ้น





ไม่มีความคิดเห็น: